ผู้เขียน หัวข้อ: ปลายฝนต้นหนาว ขึ้นเหนือท่องเที่ยวแบบไทยๆเสพย์งานศิลป ยลจิตรกรรมด้านข้างฝาผนังที่  (อ่าน 8 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

กรกฎาคม 24, 2019, 02:22:06 PM
  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 334
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

คนไหนที่มาเยี่ยมเมืองน่านล้วนต้องการได้โอกาสได้เห็นภาพจิตรกรรมฝาผนังกระซิบกระซาบรักบันลือโลกด้านในโบสถ์-วิหารวัดภูมินทร์กันทั้งหมด ด้วยเหตุว่าภาพดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้เปลี่ยนเป็นสมือนเครื่องหมายของจังหวัดน่านไปกลายๆ

สมเด็จพระเทวดารัตนฯ ไทยบรมราชธิดา เมื่อคราวเดินทางไปจังหวัดน่านเมื่อปีพ.ศ. 2554 ได้วาดภาพเอาอย่าง “ภาพกระซิบรักบันลือโลก” พระราชทานให้กับคุกชั่วครั้งชั่วคราว เขาน้อย รวมทั้งเมื่อได้เสด็จไปยังหอศิลป์ริมน่านมองดูภาพวาดล้อเลียนกระซิบบอกรักบันลือโลก ของ วินัย ปราบปูริ นักแสดงผู้จัดตั้งหอศิลป์ขอบน่าน ที่วาดรูปฝรั่งมาท่องเที่ยวทำท่ากระซิบบอกรักกัน ด้วยพระอารมณ์ขันก็เลยวาดภาพ “ร้อง” เพื่อล้อเลียน ในรูปภาพวาด “ร้อง” นั้นเพศชายไว้ผมทรงโมฮอร์กทำท่าร้อง ส่วนผู้หญิงใส่ผ้าถุงเอามือป้องหูยอมรับฟัง รวมทั้งทรงเขียนคำว่า “ตวาด” ไว้ในรูปภาพ ซึ่งปัจจุบัน ทั้งภาพวาดเอาอย่าง และก็ล้อเลียนของสมเด็จพระเทวดารัตนฯ สยามบรมราชกุมารี ได้วางแสดงที่หอศิลป์ริมน่าน

เมื่ออยากเห็น…. สถานที่แรกในเมืองน่านที่พวกเนสมุ่งตรงไปเยือนก็เลยเป็นวัดภูมินทร์

จิตรกรรมด้านข้างฝาผนังที่วัดภูมินทร์
วัดภูไม่นทร์เป็นวัดหลวงขนาดเล็ก ตั้งอยู่จุดศูนย์กลางเมือง คาดคะเนว่าผลิตขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๑๓๙ และก็ได้ทำการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยเจ้าอนันตรวรฤทธิเดชะ ระหว่างพ.ศ. ๒๔๑๐ – ๒๔๑๗เทียบง่ายๆราวปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ จุดเด่นแปลกของสงฆ์ที่นี้ อยู่ที่ตัวโบสถ์แล้วก็วิหารของสงฆ์ที่อยู่ร่วมตึกทรงจัตุรมุขเดียวกัน มีประตูประจำมุขและก็บันไดรองรับทางเข้าออกตามทิศอีกทั้งสี่

เมื่อยืนมองอุโบสถ-วิหารจากด้านนอกทางทิศตะวันออกหรือจะทิศตะวันตก จะมองเห็นตัวนาคพิงตัวตามแนวบันไดจากทางทิศเหนือไปยังทิศใต้อย่างแจ่มแจ้ง หัวนาคนั้นอยู่ทางทิศเหนือ หางนาคทอดยาวเป็นบันไดลงไปทางด้านทิศใต้ จึงเหมือนกับว่านาคนั้นได้พาดตัวรองรับตัวโบสถ์-วิหารไว้ มองผิดตาแต่ทว่าลงตัว และสวยสดงดงาม ทีเดียว

เอาล่ะ…

เราตั้งอกตั้งใจมายลภาพจิตรกรรมฝาผนังกันนี่ท้องนา เมื่อเป็นอย่างงั้นพวกเราก็เลยพากันถอดรองเท้าก้าวย่างเข้าไปด้านใน

ด้านในอุโบสถ-วิหาร เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ปางมารวิชิต ๔ องค์ บนฐานซุกชีหันพระพักตร์ออกด้านประตูทั้งสี่ด้าน และก็มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเล่าราวชาดก ตำนานพื้นบานรวมทั้งวิถีชีวิตของชาวกรุงน่านในอดีตกาล

ภาพวาดฝาผนังทั้งปวงเป็นศิลป์แบบชาวไทลื้อ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่อพยพ มาจากดินแดนสิบสองปันทุ่งนา หลวงพระบางและล้านช้างโน่นทำให้ภาพวาดดูผิดตา สังเกตดูบริเวณใบหน้าผู้คน ลักษณะกลมแป้น คิ้วโค้งดวงตากระหยิ่มใจ ดูแล้ว เบิกบานใจ
ถ้าหากไล่เรียงมองประวัติการสร้างวัดภูเขาไม่นทร์ในเหตุการณ์ในอดีตเมืองน่านแล้วไม่มีข้อมูลเจาะจงชี้ชัดว่า จิตรกรผู้วาดจิตรกรรมฝาผนังคือคนใดกันแน่แถมยังเป็นการวาดหลังจากที่ได้มีการปรับปรุงตัววัดครั้งใหญ่อีกด้วย ก็เลยได้แต่เดากันจากลักษณะภาพวาดว่าน่าจะได้ผลสำเร็จงานของจิตรกร หรือสล่าชาวไทลื้อ ซึ่งเข้าเค้าทีเดียว เพราะว่าตามประวัติศาสตร์แล้ว เจ้าผู้ดูแลเมืองน่านมักทำศึกทำสงครามกับเมืองเชียงใหม่ อยู่เนืองๆผลัดกันแพ้สลับกันชนะ เมื่อแพ้คราวใดก็จะแอบหนีไปยังล้านช้าง รวบรวมสรรพกำลังพลกลับเข้ามาตีเอาเมืองน่านกลับ ด้วยเหตุว่าวิถีเป็นบบนี้ก็เลยมีชาวไทลื้อจากเมืองล้านช้างติดกองทัพกลับมาด้วยจนถึงกลายเป็นคนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองน่าน

ภาพวาดด้านในโบสถ์-วิหาร เล่าเรื่องราวจาก “คัทธณะกุมารชาดก” เป็นหลักประสมกับ ตำนานท้องถิ่น และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวน่านในสมัยก่อน แล้วก็แน่นอนภาพที่โดดเด่นที่สุด คือภาพกระซิบบอกรักบันลือโลกที่มีขนาดใหญ่แทบเท่าคนจริง

ภาพวาดดังที่กล่าวมาแล้วเป็นภาพหนุ่มน้อย หญิงสาวในชุดที่ใสี่แต่งตัวแบบพม่า ยืนกระซุบกระซิบ หยอกเย้า ส่งสายตากรุ้มกริ่มให้กัน โดยมีอักษรล้านนาโบราณเขียนกำกับไว้ด้านบน แปลความได้ว่า “ ปู่ม่าน ญ่าม่าน”

คำว่า “ม่าน” ภาษาถิ่นล้านนาซึ่งก็คือเมียนมาร์ ในช่วงเวลาที่ “ปู่” และ “ญ่า”ใช้เป็นสรรพนามเรียกเพศชายและหญิง คำว่า “ปู่ม่านญ่าม่าน” ก็เลยมั่นใจว่าคงจะเป็น “หนุ่มประเทศพม่า สาวประเทศพม่า”

กริยา อาการ และนัยน์ตาที่กรุ้มกริ่มนี่แหละ… ให้อารมณ์ดีนักเชียว เมื่อยืนอยู่เบื้องหน้าภาพจิตรกรรมดังที่กล่าวถึงแล้วก็เลยไม่สนเท่ห์ใจเลยว่าเพราะอะไรภาพวาดนี้ก็เลยมีชื่อเสียงนัก รวมทั้งโน่นทำให้ใครๆปรารถนาอยากรู้ว่า นักแสดงที่วาดภาพนี้คือคนไหนกันแน่ การสันนิษฐานที่ดูเหมือนจะน่าไว้ใจแล้วก็มีน้ำหนักสูงที่สุดมาจากการสันนิษฐานของ“วินัย ปราบริปู” นักแสดงชาวน่านที่ได้กระทำเปรียบเทียบภาพวาดในวัดภูไม่นทร์กับวัดหนองบัวที่เป็นวัดประจำหมู่บ้านหนองบัว อำเภอท่าวังหน้าผา แล้วพบว่าภาพวาดได้วาดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ทั้งส่วนประกอบสีที่ใช้มีความเหมือนกันอีก มีการใช้สีแดง น้ำเงิน และก็เหลือง เป็นหลัก อีกทั้งบริเวณใบหน้า แล้วก็ฉากในรูปภาพวาดยังเหมือนกันอีกด้วยเมื่อเป็นแบบนั้น จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นฝีมือของนักแสดงชาวไทลื้อผู้เดียวกัน นั่นเป็นครึ้มนบัวผัน

ถ้าหากเดินมองภาพวาดทั้งปวงด้านในโบสถ์-วิหาร จะสังเกตเห็นว่าภาพวาดของครึ้มนบัวผันนั้นมีลักษณะเฉพาะบุคคลที่เด่นจริงๆผู้แสดงบนภาพวาดแสดงอารมณ์ความรู้สึกแจ่มกระจ่าง ผ่านใบหน้าที่กลมแป้น ขนคิ้วเป็นรูปวงพระจันทร์ นันย์ตากรุ้มกริ่ม เวลาชอบใจมุมปากที่เป็นรูปกระจับจะเชิดขึ้นทั้งสองข้าง แล้วก็หุบลงเมื่อเศร้าเสียใจ

แต่ทว่าภาพวาดบนฝาผนังในโบสถ์-วิหารวัดภูเขาไม่นทร์ มิได้เป็นฝีมือของหนานบัวผันเพียงคนเดียว ฝาผนังทางทิศใต้และตะวันตกบางส่วนเป็นฝีมือของจิตรกรนิรนามบุคคลอื่น เพราะเหตุว่ามีฝีมือและก็ความชำนาญที่อ่อนด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

และ…. เมื่อไหนๆตั้งอกตั้งใจจะท่องเที่ยวดูมองภาพจิตกรรมฝาผนังเมืองน่านแล้ว จะให้ครบถ้วน จำต้องไปยลที่วัดหนองบัวต่อ

จิตรกรรมข้างฝาผนังที่วัดหนองบัว
วัดหนองบัว ตั้งอยู่หมู่บ้านหนองบัว อำเภอท่าวังเขาหิน เป็นหมู่บ้านที่มีชุมชนชาวไทลื้ออาศัยเอยู่ป็นจำนวนไม่ใช่น้อย อยู่ถัดห่างจากอำเภอเมืองน่านไปราว 45 กิโล

เราไปเยี่ยมวัดหนองบัวแต่รุ่งเช้า…. ทันทีที่ก้าวเข้าไปในเขตวัด ไม้ต้นเขียวครึ้มให้ความร่มรื่น ผสมกับ เสียงเพลงประจำถิ่นที่ร้องเพลงโดยเหล่าคุณลุงในพื้นที่ที่จิตสมัครใจมาล้อมวงเล่นร่วมกัน เพื่อต้อนรับแขก

เปิดบรรยากาศมาแบบนี้… ทำเอาทุ่มเทใจให้กับความสงบเงียบร่มรื่น เรียบง่ายที่ปราศจากความเป็นพุทธการค้าไปสิบเต็มสิบอย่างยิ่งจริงๆ

วิหารวัดหนองบัวที่เห็นตรงหน้า ลักษณะหลังคาทรงจั่วเป็นชั้นลดหลั่น ตามแบบสถาปัตยกรรมแบบไทลื้อ รอบๆหน้าจั่วมีการใช้กระจกสีแต่งแต้มเป็นลวดลาย

เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน ภาพวาดฝาผนังที่ปรากฏ ใช้โครงสี รวมทั้งมีลักษณะการวาดที่ละม้ายกับที่วัดภูมินทร์

ตามเรื่องราวสร้างวัด ไม่มีการเจาะจงเหมือนกันว่าคนใดกันแน่เป็นผู้วาดภาพจิตรกรรมกลุ่มนี้แต่ว่ามีการเก็บรักษาภาพร่างด้วยน้ำหมึกในกระดาษสาพับ ที่ช่างเขียนจะใช้ร่างภาพก่อนวาดจริง ภาพร่างนั้นบอกว่าเป็นของ “หนานบัวผัน” เมื่อตรวจสอบพบว่าภาพร่างในนั้นได้ปรากฏบนฝาผนังที่วัดหนองบัว และก็วัดภูเขาไม่นทร์ ก็เลยเป็นหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่า ช่างเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูเขาไม่นทร์และวัดหนองบัว เป็นฝีมือช่างเขียนคนเดียวกัน โน่นคือ “หนานบัวผัน”

คุณลุงท่านที่ได้เข้ามาต้อนรับพวกเราตั้งแต่ทีแรก ได้อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพวาดในวิหาร เรื่องราวที่ร้อยเรียงบนผนัง ถอดโครงเรื่องมาจากเรื่องจันทติดอยู่ธชาดกอันเป็นชาดกที่ชาวล้านนา และก็ล้านช้าง ใช้สอนหัวข้อการเอื้อเฟื้อเพื่อประโยชน์ส่วนรวม การเป็นผู้มีรู้บุญคุณคนคน ความซื่อตรงแล้วก็ความเมตตากรุณาและวัดที่นี้เป็นที่เดียวที่เขียนภาพจากชาดกเรื่องดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

ขณะเดินชมมอง นึกเสียดายที่คราวน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี2554 น้ำได้ไหลเข้าท่วมตัววิหาร ทำให้ภาพวาดฝาผนังข้างล่าง ได้รับความเสื่อมโทรมไปไม่น้อย

ถึงแม้เสียดาย แม้กระนั้นมองเห็นใบหน้าของคุณลุงที่เข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัววัด รวมถึง บรรดาเหล่าคุณลุงทั้งหลายแหล่ที่นั่งเล่นดนตรีกันด้านนอกแล้ว เชื่อมั่นว่า แม้ภัยที่เกิดจากธรรมชาติจะมีผลให้กำเนิดความทรุดโทรมไปบ้าง แม้กระนั้นวัดแห่งนี้ จะได้รับการดูแลรักษา จากผู้คนในท้องถิ่น ให้เป็นมรดกสืบทอดถัดไปถึงรุ่นลูก รุ่นหลานได้เป็นอย่างดี

เฮือนหนองบัวผัน เรือนแสดงภาพถ่ายจิตรกรรมข้างฝาผนังในเมืองน่าน
สุดท้ายภายหลังจากได้เยี่ยมชมจิตรกรรมฝาผนังทั้งๆที่วัดภูไม่นทร์ รวมทั้งวัดหนองบัว การตามรอยจิตรกรรมเมืองน่านจะบริบูรณ์ยิ่งขึ้นถ้าได้ไปเยี่ยมชมหอศิลป์ขอบน่าน หอศิลป์เอกชน ที่ริเริ่มตั้งขึ้นโดย ระเบียบ ปราบริปูบนพื้นที่ 13ไร่ ข้างถนนถนนสู่เมืองน่าน
ที่หอศิลป์ฯ นอกเหนือจากการที่จะได้ดูภาพวาดเอาอย่าง และก็ล้อเลียนภาพกระซิบกระซาบรักบันลือโลก ผลงานของสมเด็จพระเทพรัตนฯ สยามบรมราชเด็กหญิงและระเบียบ ปราบริปู แล้วภาพในเขตหอศิลป์ฯ ยังมีอาคาร “เฮือนหนานบัวผัน” ที่วินัย ปราบริปูสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ “ดกนบัวผัน” นักแสดงผู้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูไม่นทร์ รวมทั้ง วัดหนองบัวโดยภาพในเรือนแสดงเป็นรูปจากจิตรกรรมข้างฝาผนังจากวัดภูเขามินทร์ วัดหนองบัว รวมถึงจิตรกรรมฝาผนังที่สำคัญอื่นในเมืองน่านจัดแสดงอย่างคงทน เพื่อเป็นสถานที่ให้แขกได้ตามรอยจิตรกรรมเมืองน่านอย่างสมบูรณ์
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ws88v.com

Tags : เว็บ ws88v